EMBAJADA REAL DE TAILANDIA  
line decor
  HOME  ::  
line decor
   
 
OVERVIEW OF INVESTMENT IN MEXICO
 

การลงทุนจากต่างประเทศมายังประเทศเม็กซิโก


ภาพรวมการลงทุน

เม็กซิโกเป็นประเทศหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศอย่างมาก โดยในปีค.ศ. 2004, 2005 และ2006 มีเงินลงทุนโดยตรงเข้าประเทศ 22 พันล้านเหรียญสหรัฐ, 18 พันล้านเหรียญสหรัฐ และ 18.9 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปีตามลำดับ ประเทศที่เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, เนเธอร์แลนด์ และสเปน โดยสหรัฐฯ เป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดคิดเป็น 64% ของยอดการลงทุนทั้งหมด (ในปี ค.ศ. 2006) ทั้งนี้นับเป็นผลมาจากการลงนามในความตกลง NAFTA ในปี 1994 และการให้สิทธิพิเศษด้านการลงทุน Maquiladora ตามแบบของเม็กซิโกที่ดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติได้เป็นจำนวนมาก
อนึ่ง จากตัวเลขการลงทุนโดยตรง (FDI) ของ UNCTAD ในปี 2005 ภูมิภาคแถบลาตินอเมริกามียอดเงินลงทุนโดยตรงสูงถึง 103 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยเม็กซิโกมียอดเงินลงทุน FDI สูงสุดถึง 18.1 พันล้านเหรียญสหรัฐคิดเป็น 17% ของยอดรวมเงินลงทุนในภูมิภาค อันดับสอง ได้แก่ บราซิลมียอดเงินลงทุน FDI 15.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ และอันดับ 3 ได้แก่ โคลัมเบียมียอด FDI จำนวน 10.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ  

นโยบายการลงทุน

               กฎหมายการลงทุนจากต่างประเทศ

โดยทั่วไปการเข้าไปลงทุนในเม็กซิโกสามารถเข้าไปลงทุนได้โดยไม่ต้องขออนุญาตล่วงหน้า(แต่ต้องแจ้งให้หน่วยงาน Foreign Investment Registry ทราบภายใน 40 วันนับจากวันที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มเข้ามามีส่วนดำเนินการ) อย่างไรก็ตามภายใต้กฎหมาย Foreign Investment Law ยังสงวนกิจการบางประเภทไว้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกิจการด้านพลังงาน และบางกิจการที่จำกัดการถือครองกิจการของคนต่างชาติ โดยมีประเภทกิจการที่สงวนไว้ ดังนี้

  1. กิจการที่สงวนไว้สำหรับของรัฐ
  2. กิจการที่จำกัดไว้สำหรับคุณเม็กซิกันหรือนิติบุคคลเม็กซิกันโดยไม่ให้มีคนต่างชาติถือหุ้น
  3. กิจการประเภทที่สงวนไว้โดยให้ต่างชาติถือหุ้นได้แต่ในสัดส่วนที่เป็นเสียงข้างน้อย
  4. กิจการที่สงวนไว้โดยให้ต่างชาติถือหุ้นได้ในจำนวนเสียงข้างน้อยแต่สามารถยกเว้นให้ถือหุ้นเกิน 49% เป็นกรณีๆ ไป
  5. กิจการที่จำกัดสำหรับต่างชาติเป็นการชั่วคราว
  6. กิจการที่จำกัดการลงทุนของต่างชาติเพื่อความมั่นคง

1. กิจการที่สงวนสำหรับรัฐ ได้แก่

  1. การปิโตรเลียม (Petroleum and Other Hydrocarbon Products)
  2. ปิโตรเคมีพื้นฐาน (Basic Petrochemicals)
  3. การผลิตไฟฟ้า (Electricity)
  4. โครงการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ (Generation of Nuclear Energy)
  5. การเหมืองแร่สารกำมันตะรังสี (Radioactive Minerals)
  6. การโทรเลข (Telegraphy)
  7. การสื่อสารทางคลื่นวิทยุ (Radiotelegraphy)
  8. การไปรษณีย์ (Postal Services)
  9. การประกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยน (Issuance of Currency)
  10. การผลิตเหรียญกษาปณ์ (Coin Minting)
  11. การกำกับดูแลท่าเรือ ท่าอากาศยาน (Control Supervision and Surveillance of ports, airports and heliports)
  • และกิจการอื่นๆ ที่กำหนดไว้ (Other activities restricted by legal provisions)

2. กิจการที่จำกัดไว้สำหรับคนเม็กซิกันและนิติบุคคลเม็กซิกัน โดยไม่ให้มีต่างชาติถือหุ้น

  1. กิจการนี้ห้ามไม่ให้มีต่างชาติเข้ามาถือหุ้น ได้แก่ ปั๊มขายปลีกน้ำมัน ห้ามต่างชาติถือหุ้นหรือแม้แต่ถือในนานผ่าน Trusts
  2. กิจการการขนส่งภายในประเทศสำหรับนักท่องเที่ยว อาทิ การบริการรถโดยสารในประเทศ การบริการขนส่งสินค้าภายในประเทศยกเว้นกิจการขนส่งพัสดุภัณฑ์
  3. กิจการการแพร่ภาพทางโทรทัศน์และวิทยุยกเว้น Cable TV
  4. กิจการด้านเครดิต Credit Union
  5. กิจการธนาคารเพื่อการพัฒนา Development Bank
  6. กิจการบริการด้านกฎหมาย

หมายเหตุ : ทั้งนี้สามารถมีข้อยกเว้นได้ ในกรณีที่เม็กซิโกมีความตกลงกันกับประเทศผู้ลงทุน
3.  กิจการประเภทที่สงวนไว้โดยให้ต่างชาติถือหุ้นได้แต่ในสัดส่วนที่เป็นเสียงข้างน้อ
ซึ่งจะอนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นเป็นสัดส่วนตามแต่ละประเภทของกิจการจาก 10% - 49% ทั้งนี้กิจการเหล่านี้สงวนไว้สำหรับคนเม็กซิกันเป็นหลัก และอนุญาตให้บางส่วนสำหรับต่างชาติให้มีส่วนเป็นเจ้าของได้บ้าง ได้แก่

  1. ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 10% สำหรับกิจการสหกรณ์
  2. ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 25% สำหรับกิจการ ดังนี้
    1. การบินภายในประเทศ
    2. การบริการทางบกบริเวณท่าอากาศยาน
    3. การขนส่งทางอากาศเฉพาะด้าน
      1. ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 49% สำหรับกิจการ ดังนี้
        1. บริษัทประกันภัย
        2. บริษัทหลักทรัพย์
        3. การบริการแลกเปลี่ยนเงินตรา
        4. การบริการโกดังสินค้า
        5. การบริการเช่าซื้อ
        6. การบริการการเงิน
        7. นายหน้าการเงิน
        8. การบริการด้านการเงินในการลงทุน
        9. การบริหารกองทุนบำเหน็จบำนาญ
        10. การผลิตและการจัดจำหน่ายวัตถุระเบิด อาวุธปืน ดอกไม้ไฟ
        11. อุตสาหกรรมการพิมพ์หนังสือพิมพ์ในประเทศ
        12. อุตสาหกรรมการเกษตรด้านปศุสัตว์ และอุตสาหกรรมไม้
        13. การประมงน้ำจืด และน้ำเค็ม
        14. การบริหารท่าเรือ
        15. การเดินเรือภายในประเทศ
        16. การเดินเรือเพื่อการขนส่งพาณิชย์
        17. การจำหน่ายน้ำมัน และน้ำมันหล่อลื่นสำหรับการพาณิชย์นาวี สายการบิน และรถไฟ
        18. กิจการที่ได้รับสัมปทานจากรัฐที่เกี่ยวกับกฎหมายการโทรคมนาคม

หมายเหตุ : ทั้งนี้เม็กซิโกได้ให้ข้อยกเว้นกับประเทศที่มีความตกลงทางการค้าด้วยอย่างสหรัฐฯ แคนาดา และสหภาพยุโรป

4. กิจการที่สงวนไว้โดยให้ต่างชาติถือหุ้นได้ในจำนวนเสียงข้างน้อยแต่สามารถยกเว้นให้ถือหุ้นเกิน 49% เป็นกรณีๆ ไป

               กิจการที่ให้ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 49% แต่สามารถยกเว้นได้ โดยการได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ National Foreign Investment Commission ได้แก่

  1. การบริการการท่าเรือ อาทิ เรือลากจูง
  2. การขนส่งทางเรือ
  3. กิจการทางอากาศยานที่ได้รับสัมปทาน
  4. สถาบันการศึกษาเอกชน
  5. ที่ปรึกษากฎหมาย
  6. บริษัทที่ปรึกษาด้านเครดิต
  7. บริษัทที่ปรึกษาจัดระดับฐานะบริษัท
  8. นายหน้าประกันภัย
  9. กิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่
  10. กิจการวางท่อส่งน้ำมัน
  11. กิจการก่อสร้างและบริหารรถไฟ

5. กิจการที่จำกัดสำหรับต่างชาติเป็นการชั่วคราว

  1. การขนส่งทางบกระหว่างประเทศ
  2. การบริหารท่ารถและท่าขนส่งรถบรรทุก

 6. กิจการที่จำกัดการลงทุนของต่างชาติเพื่อความมั่นคง
              เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ เม็กซิโกสามารถกำหนดกิจการเพิ่มเติมที่จะสงวนไว้ไม่ให้ต่างชาติดำเนินการได้ตามความเหมาะสม
 

หน่วยงานที่ดูแลการลงทุน

  1. หน่วยงานส่งเสริมการลงทุน (Programas de Fomento, General de Comercio) เป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดของกระทรวงเศรษฐกิจ(Ministry of Economy) ของเม็กซิโก มีหน้าที่ในการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนในการผลิตสินค้าหรือการบริการในเม็กซิโกเพื่อให้เกิดการจ้างงาน และเพื่อให้อุตสาหกรรมและธุรกิจบริการในเม็กซิโกสามารถแข่งขันกับสินค้าจากต่างประเทศได้ ปัจจุบันหน่วยงานฯ มีสำนักงานสาขาที่ให้คำแนะนำและออกใบอนุญาตส่งเสริมการลงทุนอยู่ 52 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ 
  2. คณะกรรมการ National Foreign Investment Commission(CNIE) เป็นหน่วยงานที่กำกับในด้านนโยบายการลงทุนให้ต่างชาติเข้ามายังประเทศเม็กซิโก โดยมีคณะผู้บริหารของ CNIE ประกอบด้วย ผู้แทนจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง 10 กระทรวง อาทิ กระทรวงเศรษฐกิจ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง ฯลฯ บทบาทของ CNIE ได้แก่ การออกนโยบายด้านการลงทุนจากต่างประเทศ การให้นโยบายการส่งเสริมการลงทุน การพิจารณายกเว้นเงื่อนไขการถือครองกิจการของต่างชาติเป็นกรณีๆ ไป โดยจะคำนึงถึงผลกระทบต่อการจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 
  3. Pro Mexico เป็นหน่วยงานของรัฐบาลกลาง สังกัดกระทรวงเศรษฐกิจ มีหน้าที่ส่งเสริมการส่งออกสินค้าเม็กซิโกและส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ โดยมีสาขาบริการอยู่ทั่วโลกตามเมืองสำคัญต่างๆ ที่จะคอยให้คำแนะนำการด้านการค้าและการลงทุนไปยังประเทศเม็กซิโก

 

สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน

ประเทศเม็กซิโกมีโครงการส่งเสริมการลงทุนแยกเป็น 2 โครงการ ได้แก่
- โครงการ Maquiladora เพื่อส่งเสริมการจ้างงานภายในประเทศ โดยมีเงื่อนไขว่า หากผู้ลงทุนผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกคิดเป็นเพียง 10% ของผลผลิตของโรงงานหรือส่งออกคิดเป็นมูลค่าอย่างน้อย 500,000 เหรียญสหรัฐต่อปีก็จะสามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ เมื่อเข้าโครงการแล้วผู้ลงทุนไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าวัตถุดิบ และเครื่องจักรเหมือนเป็น Bonded warehouse ทั้งนี้วัตถุดิบที่นำเข้าถือเป็น Temporary Imported จะต้องนำมาผลิตเพื่อส่งออกให้แล้วเสร็จภายใน 18 เดือน หากไม่มีการส่งออก วัตถุดิบดังกล่าวที่ไม่ได้ใช้ผลิตเพื่อการส่งออกนั้น จะต้องถูกนำมาคำนวณราคาเพื่อเสียภาษีนำเข้าตามปกติต่อไป ในทางปฏิบัติโรงงานที่เข้าโครงการนี้จะต้องมีระบบควบคุมสต็อกวัตถุดิบและต้องจัดทำรายงานประจำปีแก่เจ้าหน้าที่ของทางการ ซึ่งจะคอยตรวจโรงงานเป็นระยะ
ทั้งนี้โครงการ Maquiladora เปิดกว้างให้กับทั้งอุตสาหกรรมผลิตสินค้า และธุรกิจบริการ อาทิ ซ่อมบำรุงเครื่องจักร ซ่อมสินค้า บริการโกดังและจัดส่งสินค้า ทดสอบมาตรฐานสินค้า และบริการ Software ฯลฯ
- โครงการ PROSEC เป็นการสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรม 22 สาขาเพื่อให้เม็กซิโกสามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศได้ โดยโรงงานสามารถนำเข้าวัตถุดิบในอัตราภาษีที่ต่ำกว่าอัตราภาษีนำเข้าปกติคลอบคลุมจำนวนกว่า 16,000 รายการ โดยมีข้อแม้ว่า นักลงทุนต้องมีโรงงานจริงในเม็กซิโก และมีกระบวนการผลิตที่เกิดขึ้นภายในเม็กซิโก ไม่ใช่เพียงแต่นำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบอย่างง่ายๆ (Do-it-yourself) เท่านั้น แต่ต้องมีกระบวนการผลิตระดับหนึ่งด้วย ทั้งนี้การเข้าร่วมโครงการขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ผู้อนุญาต
ขั้นตอนในการของรับสิทธิส่งเสริมการลงทุนตามโครงการทั้งสองข้างต้น ผู้ลงทุนจะต้องยื่นใบสมัครตามแบบฟอร์มต่อหน่วยงานส่งเสริมการลงทุน (Programas de Fomento, General de Comercio) และมีแผนการผลิตมาประกอบ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะใช้เวลาราว 15 วันทำการในการพิจารณาอนุมัติสิทธิการส่งเสริมฯ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ของทางการไปตรวจดูสถานที่ตั้งโรงงานก่อนการอนุมัติ ในกรณีที่ผู้ลงทุนยังไม่มีโรงงานแต่ต้องการทราบก่อนว่า หากคิดจะลงทุนในเม็กซิโกแล้วจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะได้รับการส่งเสริมการลงทุนหรือไม่นั้น ผู้ลงทุนสามารถเสนอโครงการให้เจ้าหน้าที่พิจารณาในลักษณะ Pre-qualification ก่อนได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะให้คำแนะนำให้สามารถเข้าโครงการได้ต่อไป     
                ขณะนี้มีโรงงานที่จดทะเบียนตามโครงการ Maquiladora ราว 3,000 โรงงาน ผลผลิตของโรงงานเหล่านี้รวมกันคิดเป็น 85% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมดของเม็กซิโก
                สำหรับนักลงทุนไทยสามารถเข้าไปลงทุนในเม็กซิโกได้ 100% โดยไม่ต้องมีผู้ร่วมลงทุน และสามารถยื่นขอรับสิทธิส่งเสริมการลงทุนตามโครงการใดโครงการหนึ่งหรือทั้งสองโครงการ (Maquiladora และ PROSEC) เลยก็ได้ ซึ่งก็จะทำให้มีสิทธิในการขายสินค้าของตนทั้งภายในประเทศเม็กซิโกและการส่งออกได้ด้วยไปพร้อมๆ กัน
                อนึ่ง มีข้อที่ควรทราบเกี่ยวกับการถือครองที่ดินในเม็กซิโกว่า ทางการเม็กซิโกได้จำกัดการถือครองที่ดินของต่างชาติ โดยกำหนดขอบเขตไม่ให้ต่างชาติถือครองที่ดินที่ห่างจากชายแดนในรัศมี 100 กิโลเมตร และจากชายฝั่งทะเลในรัศมี 50 กิโลเมตร แต่ทั้งนี้ให้ถือครองโดยอ้อมผ่าน Trust ในระยะเวลา 50 ปีได้  
 

อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ

 ปัจจุบันโรงงานในโครงการ Maquiladora ในเม็กซิโกมีราว 2,800 – 3,000โรงงาน สามารถก่อให้เกิดการจ้างแรงงานถึง 1.4 ล้านคน โดยในปี ค.ศ. 2006 เม็กซิโกสามารถส่งออกสินค้าจากโรงงานภายในโครงการ Maquiladora รวมกันเป็นมูลค่า 111.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ มีการนำเข้าสินค้ากึ่งสำเร็จรูปมาใช้ในโครงการฯ เป็นมูลค่า 87.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อคำนวณส่วนต่างที่เกิดขึ้นราว 24 พันล้านเหรียญสหรัฐถือเป็นมูลค่าเพิ่มของสินค้าที่ตกอยู่ในประเทศเม็กซิโก
โรงงานในโครงการ Marquiladora มีที่ตั้งกระจายอยู่ทั่วประเทศ แต่ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่บริเวณชายแดนทางตอนเหนือของประเทศเม็กซิโกติดกับประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อสะดวกในการขนส่งสินค้าผ่านแดน ได้แก่ ในมลรัฐ Baja California ติดกับมลรัฐแคลิฟรอเนียมี 898 โรงงาน, มลรัฐ Chihuahua ติดกับมลรัฐเท็กซัลมี 395 โรงงาน, มลรัฐ Sonora ติดกับมลรัฐอาริโซน่ามี 213 โรงงาน ฯลฯ ทั้งนี้ตัวอย่างอุตสาหกรรมในโครงการ Maquiladora ที่ก่อให้เกิดการจ้างงานจำนวนมาก ได้แก่

  1. อุตสาหกรรมอีเล็กทรอนิกส์มีจำนวน 590 โรงงานมีการจ้างงาน 254,900 คน
  2. อุตสาหกรรมยานยนต์มีจำนวน 313 โรงงานมีการจ้างงาน 268,000 คน
  3. อุตสาหกรรมสิ่งทอมีจำนวน 461 โรงงานมีการจ้างงาน 158,300 คน
  4. อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์มีจำนวน 301 โรงงานมีการจ้างงาน 57,000 คน
  5. อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์มีจำนวน 184 โรงงานมีการจ้างงาน 37,000 คน

นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมอื่นๆ ในโครงการ Maquiladora ของเม็กซิโกที่คาดว่าจะขยายตัวได้ดีในอนาคต อาทิ Aerospace, Software, Metal mechanics, Medical Supplies, Pharmaceutical, Information Technology, Machinery and Equipment repair และ Call Center เป็นต้น
ปัจจัยที่ทำให้โครงการ Maquiladora มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องนั้น เกิดจากรูปแบบเฉพาะของอุตสาหกรรมที่อยู่ในโครงการฯ ได้แก่

  1. การเน้นผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม (Value Added)
  2. การจัดส่งสินค้าได้ตรงตามเวลา (JIT) ถึงตลาดที่สำคัญอย่างสหรัฐฯ นับเป็นการช่วยลดต้นทุนของสินค้า
  3. การเน้นการลงทุนในอุตฯ ที่ใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยี(Capital Intensive) ในการผลิตมากกว่าการใช้แรงงานคน อันก่อให้เกิดความได้เปรียบในทางการค้า
  4. การได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาและวิจัย (Research & Development) สินค้า    

ธุรกิจไทยที่น่ามีศักยภาพในเม็กซิโก

              การเข้าไปลงทุนในเม็กซิโกของนักลงทุนทั่วไป ส่วนใหญ่จะคาดหวังให้ได้สิทธิพิเศษ NAFTA เพื่อสามารถส่งสินค้าเข้าสหรัฐอเมริกาในอัตราภาษีนำเข้าเป็น 0% ดังนั้นนักลงทุนไทยที่สนใจจะได้สิทธิดังกล่าว ต้องสนใจเรื่องกฎระเบียบตามความตกลงการค้าเสรี NAFTA ด้วย โดยเฉพาะหัวข้อในเรื่อง Local Content ซึ่งในความตกลงจะมีเปอร์เซ็นต์ของ Local Content ในกลุ่มสินค้าต่างๆ ต่างกัน อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้าต้องมี Local content ในสัดส่วนราว  60% ในขณะที่ยานยนต์ราว 50% เป็นต้น หากไม่สามารถมี Local Content ได้ตามเงื่อนไขดังกล่าว ก็ต้องดูกฎระเบียบข้ออื่นๆ ว่า สินค้าชิ้นส่วนนั้นถือเป็น Essential parts ในการผลิตสินค้าหรือไม่ ซึ่งจะได้รับการยกเว้น โดยหากไม่เป็นก็จะไม่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี 

                สำหรับธุรกิจที่น่าจะมีศักยภาพสำหรับนักลงทุนไทยในเม็กซิโก ได้แก่

ธุรกิจโรงงานผลิตอาหารสำเร็จรูปสำหรับกลุ่มลูกค้า Hispanic ซึ่งคาดว่ามีอยู่ราว 40 ล้านคนในสหรัฐอเมริกาและยังสามารถกระจายสินค้าลงไปยังประเทศในแถบอเมริกากลางซึ่งมีประชากร กว่า 40 ล้านคนได้ด้วย

ธุรกิจบริการ ร้านอาหาร และสปา

ธุรกิจด้านการประมง

ธุรกิจท่าเรือ และโกดังขนถ่ายสินค้า

  อนึ่ง การเปิดกิจการในประเทศเม็กซิโกมีรายละเอียดต่างๆ แยกตามประเภทกิจการ ทั้งนี้ขอยกตัวอย่างขั้นตอนการเปิดกิจการร้านอาหารไทยในเม็กซิโก ซึ่งผู้ลงทุนจะต้องนำมาพิจารณา ดังนี้

    1. การหาทำเลที่ตั้ง โดยต้องตรวจสอบพื้นที่หรือ Zoning ว่า สามารถเปิดร้านอาหารในเขตนั้นได้หรือไม่ ทั้งนี้โดยทั่วไปค่าเช่าร้านจะอยู่ในวงเงินราว 8,000 – 10,000 เหรียญสหรัฐต่อเดือน ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้ง โดยสามารถพิจารณาเป็นร้านที่ Stand Alone หรือตั้งอยู่ใน Food Court ก็ได้
    2. การจอดรถสะดวกหรือไม่ เนื่องจากสถานที่จอดรถในกรุงเม็กซิโกมีจำกัด แต่ก็สามารถใช้ระบบฝากรถ Valet parking ได้
    3. ผู้ประกอบการสามารถเลือกลงทุนโดยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล อาทิ Limited Company (Sociedad Anonima de Capital Variable ชื่อย่อ S.A. de C.V.), Limited Liability Company (Sociedad de Responsabilidad Limitada: ชื่อย่อ S. de R.L.)  หรือดำเนินการในรูปบุคคลธรรมดาก็ได้ ทั้งนี้ต้องดำเนินการโดยผ่านสำนักงานกฎหมายท้องถิ่น
    4. การจดทะเบียนบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี โดยปกติภาษีเงินได้เก็บในอัตรา 28%  
    5. การขออนุญาตเข้าเมือง ทางการเม็กซิโกกำหนดให้ผู้ที่ประสงค์จะเข้าไปทำงานในเม็กซิโกต้องขออนุญาตเข้าเมืองแบบ FM3 หรือ FM2 โดยกรณี FM3 (Non – immigrant) ใช้สำหรับต่างชาติที่เข้าไปทำงานและจะกลับประเทศของตน และสำหรับ FM2 (Immigrant) สำหรับต่างชาติที่เข้าไปทำงานในเม็กซิโกและประสงค์จะอาศัยอยู่ในเม็กซิโกเป็นการถาวร
    6. การขออนุญาตนำพ่อครัวแม่ครัวติดตามเข้าไปทำงานสามารถกระทำได้ แต่จะต้องให้เหมาะสมกับจำนวนขนาดการลงทุน
    7. วงเงินลงทุนนั้น ไม่ได้มีข้อกำหนดไว้ชัดเจน แต่ต้องเหมาะสมกับกิจการที่ดำเนินการโดยปัจจัยที่จะกำหนดผลสำเร็จของการเปิดร้านอาหาร ได้แก่
  1. เงินลงทุนต้องมีพอสมควร
  2. ทำเลที่ตั้งร้านอาหาร
  3. คุณภาพอาหารและรสชาติอาหาร
  4. การบริหารจัดการ ทั้งบุคลากร และวัตถุดิบ
  5. การตลาด

 

รูปแบบการจัดตั้งกิจการ

ประเทศเม็กซิโกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาได้พัฒนากฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนต่างชาติ หลังจากที่เม็กซิโกได้มีการลงนามการค้าเสรีกับหลายๆ ประเทศ โดยได้ปรับปรุงการลดปัญหาภาษีซ้อนระหว่างประเทศ และทำความตกลงปกป้องผลประโยชน์ในการลงทุนระหว่างกัน โดยทั่วไปกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเข้าไปลงทุนในเม็กซิโก ได้แก่

  1. กฎหมาย Commercial Law
  2. กฎหมาย Foreign Investment Law และ
  3. กฎหมาย Mexican Labor Law  

รูปแบบการลงทุนในเม็กซิโก

ผู้ลงทุนสามารถลงทุนในเม็กซิโกได้ในรูปแบบกว้างๆ  2 รูปแบบ ได้แก่
I.) การลงทุนโดยการตั้งตัวแทนผ่านการทำสัญญา (Contract)
                โดยนักลงทุนต่างชาติไม่ได้เข้าไปมีสำนักงานของตนเองในเม็กซิโก แต่มีการแต่งตั้งตัวแทนดำเนินการแทน ทั้งนี้นักลงทุนต่างชาติต้องคำนึงถึงว่า สัญญาที่ทำขึ้นกับนิติบุคคลในประเทศเม็กซิโกต้องยึดหลักกฎหมายของประเทศเม็กซิโก การบังคับใช้สัญญาตามกฎหมายของประเทศอื่นไม่สามารถกระทำได้ในประเทศเม็กซิโก ยกเว้นจะมีการระบุไว้เป็นการเฉพาะในสัญญา และเมื่อเกิดการโต้แย้งกันระหว่างคู่สัญญาก็สามารถใช้อนุญาโตตุลาการในการไกล่เกลี่ยของพิพาทได้ ทั้งนี้ประเทศเม็กซิโกได้ให้การรับรองในอนุสัญญา New York United Nations Convention on the Recognition and Enforcement of Foreign Arbitral Awards โดยในเม็กซิโกมีหน่วยงาน 2 แห่งที่สามารถทำหน้าที่เป็นอนุญาโตตุลาการ ได้แก่

    1. Centro de Mediacion y Arbitraje Comercial de La Camara Nacional de Comercio de La Ciudad de Mexico และ
    2. Centro de Arbitraje de Mexico  

ข้อควรคำนึงในการทำสัญญาตั้งตัวแทน

  1. ผู้ลงนามในสัญญาถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ลงนามนั้นเป็นผู้รับมอบอำนาจให้ลงนามได้จริง โดยควรมีหนังสือ Copy of the Notary จากนิติบุคคลนั้นมาแสดงในการลงนามสัญญา
  2. สัญญา Commercial Commission ต้องทำกันก่อนที่การทำธุรกิจจะสำเร็จลุล่วง
  3. รายละเอียดในสัญญาต้องระบุ: ระบบการจ่ายเงินค่าจ้าง, สัดส่วนค่านายหน้า, การยกเลิกสัญญา, หน้าที่ของการเป็นตัวแทน และการรักษาความลับ ฯลฯ

II.) การลงทุนโดยนักลงทุนเข้าไปตั้งกิจการเป็นนิติบุคคล (Incorporation)  โดยนักลงทุนเข้าไปเปิดกิจการตามกฎหมายด้วยตนเองในเม็กซิโกที่นิยมดำเนินการกันโดยทั่วไปมี 2 ลักษณะ ได้แก่
1) การเปิดสาขา (Branch) โดยผู้ลงทุนต่างชาติมอบหมายให้ผู้รับมอบอำนาจดำเนินการบริหารสาขา โดยกฎหมายเม็กซิโกระบุว่า ในการเปิดสาขาจะต้องจดทะเบียนและขออนุญาตจากกระทรวงเศรษฐกิจเม็กซิโกก่อน โดยต้องระบุชื่อผู้รับมอบอำนาจให้เป็นผู้บริหารสาขา และยื่นเอกสารประกอบต่างๆ แปลเป็นภาษาสเปน เมื่อได้รับอนุญาตให้ตั้งสาขาแล้ว ทางราชการจะประกาศใน Official Gazette ต่อไป หลังจากนั้นผู้ขอเปิดสาขาจะต้องจดทะเบียนเป็นผู้ชำระภาษี (Tax Identification Number) ด้วย อนึ่ง กิจการสาขาถือเป็นแขนขาของบริษัทต่างชาติ ดังนั้นผู้ลงทุนต่างชาติยังถือว่ามีพันธะผูกพันรับผิดชอบต่อการกระทำของสาขาของตนด้วย ที่ผ่านมาในทางปฏิบัติการจัดตั้งสาขาพบว่า ยังมีความยุ่งยากต้องผ่านหลายขั้นตอนและค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ทำให้บางครั้งนักลงทุนต่างชาติไม่นิยมการเปิดสาขาเท่าใดนัก
2) การเปิดเป็นนิติบุคคล (Incorporation) นักลงทุนต่างชาติสามารถเปิดดำเนินการเป็นนิติบุคคล ซึ่งโดยทั่วไปประเภทของนิติบุคคลที่นิยมจดทะเบียนกันมาก ได้แก่  
2.1) บริษัทจำกัดโดยการถือหุ้น (Variable Capital Stock Corporation ลงท้ายด้วย S.A. de C.V.) ซึ่งมีการจำกัดความรับผิดชอบ แบ่งการถือหุ้นเป็นหุ้นๆ (Stock) โดยกฎหมายระบุให้มีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 50,000 เปโซขึ้นไป
2.2) บริษัทจำกัดโดยการแบ่งหุ้น (Variable Capital Limited Liability Company ลงท้ายด้วย S. de R.L. de C.V.) โดยกฎหมายระบุให้มีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 3,000 เปโซ และให้มีผู้เป็นหุ้นส่วนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปถึง 50 คน แบ่งการถือหุ้นออกเป็นสัดส่วน(share) แทนการแบ่งเป็นหุ้น(Stock) ซึ่งลักษณะของกิจการแบบนี้จะมีขนาดเล็กกว่าแบบแรก
                ทั้งนี้ทั้ง 2 รูปแบบของการจัดตั้งกิจการนิติบุคคล ยังต้องมีภาระต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราเดียวกัน แต่มีข้อแตกต่างกันในด้านอื่นๆ กล่าวคือ
              บริษัทจำกัดโดยการถือหุ้น (S.A. de C.V.)

  1. มีความเป็นเจ้าของน้อยกว่า              
  2. การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นทำได้ง่าย 
  3. บริหารกิจการโดย Board of Director
  4. ต้องแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี (Comisario)
  5. ไม่จำกัดจำนวนผู้ถือหุ้น

บริษัทจำกัดโดยการแบ่งหุ้น S. De R.L. de C.V.

  1. มีความเป็นเจ้าของมากกว่า
  2. การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นทำได้ยาก โดยต้องได้การยินยอมจากหุ้นส่วน
  3. บริหารกิจการโดยผู้จัดการ
  4. ไม่ต้องตั้งผู้ชำระบัญชี (Comisario)
  5. จำกัดจำนวนผู้ถือหุ้นไม่เกิน 50 คน

ขั้นตอนในการจัดตั้งเป็นนิติบุคคลในประเทศเม็กซิโก มีขั้นตอนดังนี้

    1. ตั้งชื่อ Corparate Name
    2. แจ้งชื่อผู้บริหาร วัตถุประสงค์ สถานที่ตั้ง โครงสร้างของหุ้นส่วน ผู้รับผิดชอบ
    3. จดทะเบียน TAX I.D. กับ Ministry of Treasury
    4. กรณีการลงทุนของต่างชาติต้องไปแจ้งแก่ National Registry for Foreign Investments
    5. เปิดบัญชีธนาคารของกิจการนิติบุคคล
    6. เมื่อมีการจ้างงาน ผู้บริหารต้องแจ้งว่ามีการจ้างงานและประกันสังคมให้กับหน่วยงาน IMSS
    7. หากดำเนินธุรกิจนำเข้าส่งออกต้องแจ้งขึ้นทะเบียน Importer Registry

การขออนุญาตเข้าเมือง

                นักลงทุนต่างชาติที่ประสงค์จะเข้าไปทำงานในประเทศเม็กซิโกและคาดว่าจะมีรายได้เกิดขึ้นในเม็กซิโก ต้องขออนุญาตเข้าเมือง แบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้

  1. ใบอนุญาตแบบ FM2 สำหรับคนงานที่ต้องการเข้าไปทำงานในเม็กซิโกและพำนักอยู่เป็นการถาวร
  2. ใบอนุญาตแบบ FM3 สำหรับคนงานที่เข้าไปทำงานในเม็กซิโกเป็นการชั่วคราว

อนึ่ง ในการยื่นขออนุญาตเข้าเมือง สามารถยื่นขอได้ที่สำนักงาน Mexican Immigration Authority (INM) ซึ่งรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง หากผู้ขอพำนักอยู่ในต่างประเทศสามารถขอได้ที่สถานเอกอัครราชทูตเม็กซิโกประจำประเทศนั้นๆ แต่หากผู้ขอได้เดินทางเข้ามาในเม็กซิโกแล้วในฐานะนักท่องเที่ยว ก็สามารถยื่นขอได้จากหน่วยงานสาขา INM ในประเทศเม็กซิโกต่อไป

การจ้างแรงงาน

นักลงทุนต่างชาติควรทราบกฎหมาย Mexican Federal Labor Law ซึ่งให้สิทธิแก่ลูกจ้างที่จะสามารถได้รับเงินค่าจ้างต่างๆ ในการเข้าทำงาน ได้แก่

  1. Profit Sharing นายจ้างจะต้องแบ่งกำไร 10% ของทั้งปีนำไปจัดสรรให้กับลูกจ้าง
  2. Christmas Bonus นายจ้างต้องจ่ายเงินโบนัสสิ้นปีเท่ากับค่าแรงจำนวน 15 วันให้กับลูกจ้าง
  3. Paid Holidays นายจ้างต้องจ่ายเงินค่าจ้างให้ลูกจ้างในช่วงที่เป็นวันหยุดตามประเพณีท้องถิ่น
  4. Vacation Premium นายจ้างต้องจ่ายเงินค่าจ้างช่วงวันหยุดพักผ่อนประจำปี
  5. Employer Housing Contributions นายจ้างต้องสมทบเงินเข้ากองทุนที่อยู่อาศัยให้กับลูกจ้าง
  6. Social Security นายจ้างต้องสมทบเงินเข้ากองทุนประกันสังคมให้กับลูกจ้าง เพื่อใช้เป็นค่ารักษาพยาบาล ประกันชีวิต ประกันการว่างงาน ฯลฯ

 

ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจในเม็กซิโก

  1. ค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ ประเทศเม็กซิโกกำหนดค่าแรงงานขั้นต่ำตามพื้นที่และสภาพเศรษฐกิจของพื้นที่นั้นๆ กล่าวคือ
    1. พื้นที่เมืองใหญ่หรือเมืองระดับ A อาทิ กรุงเม็กซิโก นครมอลเตอเล่ มีค่าแรงขั้นต่ำ 52.59 เปโซเม็กซิโกหรือเท่ากับ 162 บาทต่อวัน(8 ชั่วโมงต่อวัน)
    2. พื้นที่เมืองขนาดกลางหรือเมืองระดับ B อาทิ นครโกดาลาฮาร่า มีค่าแรงขั้นต่ำ 50.96 เปโซเม็กซิโกหรือเท่ากับ 157 บาทต่อวัน
    3.  พื้นที่เมืองขนาดเล็กหรือเมืองระดับ C อาทิ เมืองทางตอนใต้ มีค่าแรงขั้นต่ำ 49.50 เปโซเม็กซิโกหรือเท่ากับ 151 บาทต่อวัน

หมายเหตุ: แหล่งข้อมูล : www.sat.gob.mx

  1. ค่าสาธารณูปโภค
    1. ค่าไฟฟ้า                 0.89 เปโซ/ชั่วโมง/กิโลวัตต์
    2. ค่าน้ำมันพรีเมียร์     7.82 เปโซ/ลิตร
    3. ค่าน้ำมันดีเซล         5.43 เปโซ/ลิตร
    4. ค่าน้ำประปา            13 – 20 เปโซ/ลูกบาศก์เมตร

หมายเหตุ: 1. แหล่งข้อมูล : www.sedeco.df.gob.mx
                  2. อัตราแลกเปลี่ยน 1 เปโซเท่ากับ 3.10 บาท

ความตกลงด้านการลงทุน

ประเทศเม็กซิโกมีความตกลงการคุ้มครองด้านการลงทุนกับหลายประเทศ อาทิ อาเยนติน่า ออสเตรีย เกาหลีใต้ เดนมาร์ก สเปน เยอรมันนี ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส กรีซ เนเธอร์แลนด์ อิตาลี โปตุเกส สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ อุรุกวัย ฯลฯ แต่ยังไม่มีความตกลงดังกล่าวกับประเทศไทย แต่มีความตกลงกับไทยในด้านอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับด้านการลงทุน ได้แก่

  1. ความตกลงร่วมมือสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกับสภานักธุรกิจเม็กซิโก (Mexican Business Council) ปี ค.ศ. 1990
  2. ความตกลงยกเลิกการตรวจลงตราหนังสือเดินทางทูตและราชการปี ค.ศ. 1999
  3. ความตกลงร่วมมือทางวิชาการระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับมหาวิทยาลัย Colima ปี ค.ศ. 2003
  4. ความตกลงร่วมมือการวัฒนธรรมและการศึกษาปี ค.ศ. 2003
  5. ข้อตกลง Agreed Minutes of Meeting between the Minister of Economy of Mexico and the Minister of Commerce of Thailand เพื่อจัดตั้งคณะทำงานพันธมิตรทางยุทธ์ศาสตร์ ปี ค.ศ. 2002
  6. ข้อตกลง Agreement of Cooperation between the Mexican Business Council for Foreign Trade, Investment and Technology (COMCE) and the Federation of Thai Industries (FTI) เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการร่วมมือทางธุรกิจ ปี ค.ศ. 2003

 

สคต. ณ กรุงเม็กซิโก
30 มกราคม 2551
หมายเหตุ : ข้อมูลในรายงานฉบับนี้รวบรวมมาจากแหล่งข้อมูลเดิมในรายงานของสำนักงานฯ, web –site และจากการสอบถามผู้นำเข้าทั่วไป ซึ่งยังต้องมีการปรับปรุงให้ทันสมัยต่อไป